วันพฤหัสบดีที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2559

พระ : บำเพ็ญประโยชน์ตน บำเพ็ญประโยชน์ท่าน(ส่วนรวม): ฐานวีโร ภิกขุ

สวัสดีค่ะ,
วันนี้ เรามีโอกาส ได้สนทนากับ พระอาจารย์ฐานวีโร ค่ะ
( ขออนุญาตเรียกพระอาจารย์, ประสาพี่น้องญาติโยมว่า...หลวงพี่ นะคะ)
หลวงพี่ชื่อว่า... พระมหาธีรพงษ์  ฐานวีโร
หลวงพี่ศึกษาจบนักธรรมเอก, เปรียญธรรม 6 ประโยค,
ดำรงสมณะเพศมาถึงวันนี้พรรษา 10 แล้วค่ะ
ก่อนมาบวช, หลวงพี่ท่าน สำเร็จการศึกษาจาก คณะวิศวกรรมคอมพิวเตอร์
เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง, มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ค่ะ 




ไปสนทนากับหลวงพี่กันค่ะ ... ^^ 


#หลวงพี่
ก่อนบวชหลวงพี่มีแนวคิด และใช้ชีวิตอย่างไรคะ 

ก่อนบวช หลวงพี่ก็ใช้ชีวิตอย่างนักศึกษาทั่วไป เรียนหนังสือ ทำกิจกรรมในมหาวิทยาลัย ฯลฯ
หลวงพี่คิดว่า คนเราน่าจะใช้ชีวิตให้มีความสุข แต่ก็ต้องไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น
และก็ควรที่จะทำคุณงามความดีเท่าที่ตนเองพอทำได้ตามโอกาสอันสมควร


#อะไรทำให้หลวงพี่สนใจศึกษาธรรมะ/พระพุทธศาสนา คะ ?

หลวงพี่เข้าใจว่า มาจากสาเหตุ ๓ ประการ
๑. โยมพ่อโยมแม่ของหลวงพี่ชอบไปวัดทำบุญ  โยมพ่อจะชอบนั่งสมาธิมาก  
ที่บ้านหลวงพี่จะตักบาตรทุกเช้าก่อนไปโรงเรียน  
เมื่อถึงคราวเทศกาลงานบุญต่าง ๆ ก็จะไปทำบุญกันตลอด 
ทำให้หลวงพี่มีความคุ้นเคยกับพระ กับวัดมาตั้งแต่เด็ก

๒. ในช่วงที่เรียนชั้นมัธยม หลวงพี่ได้มีโอกาสศึกษาธรรมศึกษา 
ที่เขาให้นักเรียนสอบกันนั่นแหละ  เรียนชั้นเอก จบตอน ม. ๓  
และได้เข้าร่วมโครงการตอบปัญหาธรรมะทางก้าวหน้า  
ซึ่งทำให้หลวงพี่ได้มีโอกาสศึกษาหลักธรรมมงคลสูตร ๓๘ ประการ  
นอกจากนี้ก็ยังได้มีโอกาสอยู่ชมรมกิจกรรมพระพุทธศาสนาตอนเรียน ม. ๒  
โยมอาจารย์ก็จะปลูกฝังการสวดมนต์ทำวัตร  
ซึ่งที่โรงเรียนก็จะมีการสวดมนต์ทำวัตรเช้าเวลา ๐๗.๓๐ น. 
ก่อนเข้าแถวเคารพธงชาติ  และสวดมนต์ทำวัตรเย็นในคาบกิจกรรมของแต่ละระดับชั้น

เมื่อมาเรียนมหาวิทยาลัย 
ก็ได้มีโอกาสเข้าร่วมกิจกรรมกับชมรมพุทธศาสน์ของมหาวิทยาลัย
ทำให้ได้มีโอกาสสวดมนต์ นั่งสมาธิ  ได้มีโอกาสทำบุญตักบาตร 
ถวายสังฆทาน ปล่อยปลา ฯลฯ ที่ทางชมรมจัด  
และที่สำคัญในห้องชมรมก็จะมีตู้พระไตรปิฎก มีหนังสือธรรมะค่อนข้างมาก  
ก็จะเป็นอีกสถานที่หนึ่งที่หลวงพี่มักจะมานั่งเล่น 
ทำให้มีโอกาสได้ศึกษาธรรมะทั้งภาคปริยัติและภาคปฏิบัติ ในช่วงที่เรียนมหาวิทยาลัย

๓. จากการอ่านหนังสือในหอสมุดฯ แบบดะไปทั่วของหลวงพี่ 
ก็ทำให้มีโอกาสอ่านหนังสือเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา  
ซึ่งก็อ่านดะอีกเช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นนิทานชาดก 
บทเทศน์สอนของหลวงปู่ หลวงตาหลาย ๆ รูป  
ไปจนถึงนิยายอิงพุทธศาสนาของ อ.สุชีพ ปุญญานุภาพ อ.แสง จันทร์งาม อ.วศิน อินทสระ ฯลฯ 
ก็มีส่วนทำให้หลวงพี่เริ่มสนใจศึกษาธรรมะ


#อะไรเป็นแรงบันดาลใจในการบวชของหลวงพี่
และ หลวงพี่มีความตั้งใจอย่างไร ในการเป็นพระภิกษุ คะ?

ที่หลวงพี่ตัดสินใจบวช ก็เพราะอยากจะทดแทนพระคุณของโยมพ่อโยมแม่ และผู้มีพระคุณ  
บวกกับความตั้งใจที่อยากจะศึกษาธรรมะให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป  
มีความคิดว่า เรายอมเสียเวลากับการเรียนทางโลกมาเป็น ๑๐ – ๒๐ ปี 
กว่าจะจบปริญญาตรี  ถ้าจะเสียเวลากับการศึกษาธรรมะบ้าง ก็จะเป็นไรไป
เมื่อบวชเป็นพระแล้ว หลวงพี่ก็มีเพียงความตั้งใจที่จะทำให้ได้ตามเจตนาข้างต้นนั่นเอง


# ขอความกรุณาหลวงพี่เล่าถึงความเป็นพระ
ภาระกิจหน้าที่ของพระ คือ อย่างไร ในทัศนะของหลวงพี่ 
?

หลวงพี่คิดว่า ภารกิจหน้าที่ของพระมี ๒ อย่าง ตามที่ครูบาอาจารย์ท่านสั่งสอนกันมา
คือ บำเพ็ญประโยชน์ตน (ประโยชน์ส่วนตัว) และประโยชน์ท่าน (ประโยชน์ส่วนรวม)

บำเพ็ญประโยชน์ตน ก็คือ 
การฝึกฝนอบรมตนเองตามหลักพระธรรมวินัย เพื่อขัดเกลากิเลสในใจให้ลดลง 
จนกระทั่งหมดกิเลสในที่สุด ผ่านการศึกษาพระปริยัติธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า 
และการปฏิบัติธรรม เจริญภาวนา  
ในแต่ละวันของชีวิตพระ ก็จะมีเวลาสำหรับการศึกษาธรรมะ 
เช่น นักธรรม บาลี หรืออ่านพระไตรปิฎก หนังสือธรรมะ ฯลฯ 
และเวลาสำหรับการปฏิบัติธรรม สวดมนต์ เจริญภาวนา

บำเพ็ญประโยชน์ท่าน ก็คือ 
การนำหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าที่ได้ศึกษามา 
ตลอดจนหลักปฏิบัติในการฝึกอบรมจิตใจที่ได้จากการฝึกจิต เจริญภาวนา  
มาแนะนำสั่งสอนญาติโยม ให้ได้นำไปใช้ในการดำเนินชีวิตประจำวัน  
ให้พวกเขามีหลัก มีมุมมองในการดำเนินชีวิตที่ถูกต้องตามทำนองคลองธรรม  
ในมุมมองหลวงพี่ สิ่งนี้ก็คือการตอบแทนคุณข้าวปลาอาหาร 
ตลอดจนปัจจัย ๔ ต่าง ๆ ที่ญาติโยมได้นำมาถวายแด่พระสงฆ์นั่นเอง  
หลวงพ่อธัมมชโยท่านสอนว่า ในเมื่อญาติโยม อุบาสก อุบาสิกา 
เกื้อกูลพระเณรด้วยโลกิยทรัพย์ คือ ด้วยปัจจัย ๔  
ฝ่ายพระภิกษุ สามเณร ก็เกื้อกูลตอบด้วยอริยทรัพย์ คือ ธรรมะของพระพุทธเจ้า  
ถ้าทำได้อย่างนี้ พระพุทธศาสนาก็จะเจริญรุ่งเรืองสืบต่อไป

สำหรับตัวหลวงพี่เอง ก็ได้มีโอกาสทำภารกิจหน้าที่ของพระในส่วนนี้ 
ด้วยการเทศน์สอนนักเรียน ครูอาจารย์ ตามสถานศึกษาต่าง ๆ หรือในช่วงปิดภาคเรียน 
ก็มีโอกาสช่วยงานอบรมโครงการบรรพชาสามเณรภาคฤดูร้อนในต่างจังหวัด


#ในทัศนะของหลวงพี่พระพุทธศาสนา ในสังคมปัจจุบัน เป็นอย่างไร คะ

หลวงพี่คิดว่า ในสังคมปัจจุบัน พระพุทธศาสนาถูกมองใน ๒ บทบาท คือ 
เป็นสถาบันที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ และเป็นสถาบันสอนศีลธรรม

คนบางกลุ่มมองพระพุทธศาสนาในฐานะเป็นสถาบันยึดเหนี่ยวจิตใจ 
คนกลุ่มนี้ก็จะไปวัดทำบุญ เพื่อความเป็นสิริมงคล เพื่อความสบายใจ ฯลฯ  
ซึ่งในบางครั้ง ก็กลายเป็นการสะเดาะเคราะห์ แก้กรรม ทำบุญขอโชคลาภต่าง ๆ  ไป  
คนกลุ่มนี้แม้จะมีความเคารพนับถือพระสงฆ์ มีทัศนคติเชิงบวกกับพระ กับวัด  
แต่ก็ไม่ค่อยสนใจที่จะศึกษาหลักธรรมคำสอน 
ทำให้ไม่ได้รับประโยชน์จากพระพุทธศาสนาเท่าที่ควร  
นอกจากนี้แล้ว อาจกลับกลายเป็นความเชื่ออย่างงมงายไร้เหตุผลตามที่ปรากฏเป็นข่าวทั่วไป 

หลวงพี่คิดว่า พระพุทธศาสนาในบทบาทนี้แหละ ที่ทำให้คนรุ่นใหม่ที่ยอมรับในวิทยาศาสตร์ 
ไม่เชื่อสิ่งงมงาย เริ่มไม่สนใจพระพุทธศาสนา 
เพราะมีความเข้าใจ หรือมีมุมมองต่อพระพุทธศาสนาเพียงแค่เป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ 
ซึ่งในปัจจุบัน พวกเขาสามารถหาที่ยึดเหนี่ยวจิตใจได้มากมาย  
ไม่ว่าจะเป็นแนว life coaching ที่เน้นปลุกเร้าพลัง ให้กำลังใจต่าง ๆ  
หรือแนว family relation ที่ให้ความสำคัญกับความสุขในครอบครัว ฯลฯ 
ไม่นับรวมพวกอบายมุขต่าง ๆ ที่พวกเขาไม่เห็นว่าเป็นเรื่องผิดแปลกอะไร 
เพียงเท่านี้ก็เพียงพอแล้ว ไม่จำเป็นที่พวกเขาจะต้องไปหาพระ หาวัดมาเป็นที่พึ่งทางใจ

คนบางกลุ่มมองพระพุทธศาสนาในฐานะเป็นสถาบันสอนศีลธรรม  
คนกลุ่มนี้ก็จะสนใจศึกษาคำสอน สนใจการปฏิบัติธรรมมากกว่ากลุ่มแรก  
พวกเขาจะมีแนวคิดคล้าย ๆ เวลาที่เราเลือกโรงเรียนให้ลูกหลานเรียน  
ใครชอบการเรียนการสอนแบบไหน ก็เลือกเรียนกันไป  
ในมุมมองนี้ วัดก็คือโรงเรียน พระก็คือครูสอนศีลธรรมนั่นเอง  
คนกลุ่มนี้ก็จะให้ความเคารพพระเสมือนกับเป็นครูบาอาจารย์  
ซึ่งหากมีพระทำผิดพระธรรมวินัย พวกเขาก็กล้าที่จะวิพากษ์วิจารณ์ 
เหมือนกับพวกนักเรียนประท้วงครูบาอาจารย์ที่ทำความผิดนั่นเอง 

หลวงพี่คิดว่า พระพุทธศาสนาในบทบาทนี้บีบบังคับให้พระ 
ให้วัดต้องมีการพัฒนาตนเองตามหลักพระธรรมวินัยอยู่เสมอ ๆ  
เหมือนกับโรงเรียนต่าง ๆ ถ้ามีการพัฒนาการเรียนการสอน ให้นักเรียนได้ประโยชน์เต็มที่ 
ก็จะมีผู้ปกครองส่งลูกหลานมาเรียน  แต่ถ้าโรงเรียนใดสอนไม่ดี 
พวกเขารู้สึกว่า ไม่คุ้มค่าที่จะส่งลูกหลานมาเรียน  โรงเรียนนั้นก็เตรียมปิดกิจการได้เลย


#หลวงพี่คิดว่า พระพุทธศาสนา/พระภิกษุ มีความจำเป็นในการปรับตัว
เพื่อประโยชน์ตน และประโยชน์ส่วนรวม อย่างไรไหมคะ ?

ในมุมมองของหลวงพี่นะ  หลวงพี่คิดว่า หลักธรรมของพระพุทธเจ้าเป็นอกาลิโก 
คือ ไม่จำกัดด้วยกาลเวลา  นั่นก็หมายความว่า 
คำสอนของพระพุทธองค์ ดีเยี่ยมอย่างไรในสมัยพุทธกาล  
ในยุคปัจจุบันก็ยังคงดีเยี่ยมอยู่อย่างนั้นแหละ  
เพียงแต่ว่าชาวพุทธ คือ พระภิกษุ สามเณร อุบาสก อุบาสิกา
จะปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธองค์ได้มากน้อยเพียงใดต่างหาก  
ไม่ใช่เรื่องของการที่จะต้องปรับตัวให้เข้ากับสังคมสมัยใหม่แต่อย่างใด  
แต่เป็นเรื่องการปรับปรุงตัวเองให้ถูกต้อง ให้ดียิ่ง ๆ ขึ้นไป
ตามหลักพระธรรมวินัยที่มีมาแต่ดั้งเดิมนั่นแหละ



#โลก ณ วันนี้ เป็นโลกแห่งเทคโนโลยีในทุกด้าน หลวงพี่คิดว่า
พระพุทธศาสนา ควรนำความก้าวหน้าของเทคโนโลยีมาใช้เพื่องานสอนศีลธรรม 
หรือไม่/อย่างไร คะ


หลวงพี่คิดว่า เทคโนโลยีเป็นของกลาง ๆ จะใช้ในทางที่ดีหรือไม่นั้น 
ก็ขึ้นอยู่กับคนใช้งาน  
อย่างที่เราเห็นกันทั่วไป ถ้าเด็กนักเรียนใช้ tablet เพื่อการเรียน การค้นคว้าหาความรู้ 
อย่างนี้ เทคโนโลยีก็เป็นคุณประโยชน์  แต่ถ้าเอาไปเล่นเกม 
อย่างนี้ เทคโนโลยีก็ให้โทษ ไม่สมควรใช้

ในส่วนของพระพุทธศาสนาเองก็เช่นกัน  
ถ้าถามว่า ควรนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่องานสอนศีลธรรมไหม 
หลวงพี่กลับมองไปที่ตัวผู้ใช้งานเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นพระภิกษุ สามเณร 
หรือแม้แต่ญาติโยมก็ตาม ว่าสามารถที่จะใช้มันได้ตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้หรือไม่  
ถ้าควบคุมให้ใช้ในทางที่ถูกต้องเหมาะสมได้  
สามารถควบคุมกิริยาอาการให้ดูสำรวมขณะใช้งานได้ อย่างนี้ก็ควรนำมาใช้  
แต่ถ้าไม่ได้ ก็ยังไม่สมควรใช้  เหมือนกับพ่อแม่จะให้ลูกใช้ smart phone ก็ต้องดูก่อนว่า 
ลูกสามารถที่จะควบคุมตัวเองให้ใช้เฉพาะในทางที่เหมาะสม เป็นประโยชน์ได้หรือไม่ 

ความไม่เข้าใจ ความไม่ศรัทธาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น หลวงพี่คิดว่าเป็นเพียงส่วนน้อย 
ที่อาจพบเห็นพระภิกษุสามเณรใช้งานเทคโนโลยีไปในทางที่ไม่สมควร 
หรือมีกิริยาอาการที่ไม่สำรวมขณะใช้งาน  มากกว่าที่จะมองในมุมว่า 
พระใช้เทคโนโลยีแล้วดูไม่สมถะ  หลวงพี่คิดว่า... 
ญาติโยมส่วนใหญ่เข้าใจถึงความจำเป็นในการใช้งานสิ่งเหล่านี้ในโลกยุคปัจจุบันนะ

ในพระพุทธศาสนา ท่านมีศัพท์อยู่คำหนึ่งว่า โลกวัชชะ แปลว่า ชาวโลกติเตียน  
คือ พระสงฆ์องค์เณรจะทำอะไรลงไป นอกจากจะยึดพระธรรมวินัยแล้ว 
ยังต้องดูให้เหมาะสมกับสภาพสังคมแวดล้อมด้วย 
ดูว่าชาวบ้านเขาจะยอมรับความประพฤตินั้นๆ ได้ไหม เขาจะติเตียนหรือไม่ 
เพราะถ้าเขารับไม่ได้ เขาก็จะไม่ทำบุญตักบาตร พระเณรก็จะอยู่ไม่ได้เอง  
ตรงนี้ก็ขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของผู้ใช้เทคโนโลยีแต่ละท่านแล้ว 
ที่จะต้องตัดสินใจเลือกใช้เทคโนโลยีให้ถูกต้องเหมาะสมกับกาลเทศะ 
บริบทแวดล้อมทางสังคม ฯลฯ  ถ้าทำได้อย่างนี้ 
พระพุทธศาสนาจึงจะได้รับประโยชน์จากการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่อย่างเต็มที่


#สมัยนี้,ผู้คนหันไปให้ค่านิยมทางวัตถุ ละเลยจิตใจ เมื่อชีวิตเป็นทุกข์ ก็หาทางออกไม่ถูก
เป็นผลทำให้หลงทำผิด
 หลวงพี่มีทัศนะอย่างไร กับวิถีชีวิตของผู้คนในปัจจุบันในสภาวะดังกล่าวคะ ?

เวลาหลวงพี่เทศน์สอนผู้ใหญ่ หรือเด็กโต ๆ อย่างนิสิตนักศึกษา  
หลวงพี่มักจะให้ข้อคิดไว้ ๓ เรื่อง แล้วให้เขาสรุปประมวลผลเอง คือ

            ๑. ในโลกใบนี้ อะไรมีมากกว่ากัน ระหว่างสัตว์ หรือคน   
แน่นอนว่า คำตอบก็คือสัตว์ ดูง่าย ๆ ที่บ้านเรือนแต่ละหลัง สัตว์เลี้ยงที่น่ารัก 
ไม่ว่าจะเป็นยุง มด แมลงวัน แมลงสาบ จิ้งจก ฯลฯ มากกว่าผู้คนในบ้านหลายเท่านัก 
นี้ยังไม่นับรวมสัตว์ในทะเล ในป่าเขาอีกมากมาย  สรุปแล้ว สัตว์มีมากกว่าคน

            ๒. ชีวิตมนุษย์เรามีการเวียนว่ายตายเกิดนะ  
ในปัจจุบัน แม้แต่นักวิทยาศาสตร์ก็เชื่อเรื่องการเวียนว่ายตายเกิด 
เนื่องจากมีงานวิจัยเกี่ยวกับการระลึกชาติ เกี่ยวกับชีวิตหลังความตาย ฯลฯ  
ทำให้ยากที่จะปฏิเสธการกลับชาติมาเกิดใหม่ได้  แม้ว่าพวกเขาจะยังไม่เชื่อเรื่องนรก สวรรค์ 
ซึ่งยังไม่สามารถพิสูจน์ด้วยวิธีทางวิทยาศาสตร์ได้ก็ตาม  
แต่ก็ยอมรับเรื่องการเกิดใหม่ในโลกใบนี้กันแล้ว

            ๓.  ทบทวนวิชาความน่าจะเป็น (probability) ที่เคยเรียนกันมาสักหน่อยหนึ่ง  
หลวงพี่จะสมมติว่า ถ้าเราตายไป  เรื่องนรก สวรรค์ให้พักไว้ก่อน 
ให้ทุกคนได้กลับมาเกิดใหม่บนโลกใบนี้ทั้งหมด (ตามข้อ ๒)  
ว่าโดยความน่าจะเป็นแล้ว ท่านจะได้กลับมาเกิดเป็นอะไร คนหรือสัตว์
           
หลวงพี่คิดว่า ถ้าตอบโดยไม่โกหกตัวเอง 
ก็น่าจะพอทำให้ฉุกคิดที่จะศึกษาพระพุทธศาสนากันได้บ้าง ไม่มากก็น้อยนะ

--------------------



หลวงพี่ท่านอธิบายเรียบง่ายชัดเจนดีมากๆ, 
admin คงไม่ต้องสรุปอะไรอีกแล้วนะคะ ^^ 


พรุ่งนี้, ตื่นเช้าตักบาตรกันค่ะ^^
8 ธันวาคม 2559
บัว  อรุโณทัย 

แรงบันดาลใจ ... เพราะกัลยาณมิตรเป็นทั้งหมดของความสุขความสำเร็จของชีวิต

สวัสดีค่ะ, ^^
admin ... บัว อรุโณทัย และเพื่อนค่ะ^^
ที่ตรงนี้... อยากสร้างสรรค์ให้เป็นพื้นที่
แห่งการสานสร้างความเข้าใจอันดี
ดังจะกล่าวนี้ค่ะ ...



พระ, ... ฐานันดร ที่ผู้คนในสังคมปัจจุบันรู้สึกห่างเหินไปไกล
เหมือนจะกลายเป็นคนไม่รู้จักกันไปเรื่อยๆ

สมัยปู่ย่าตายาย วัด พระ ชุมชน บ้าน ผู้คนสังคม ...
กลมเกลียวเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันอบอุ่น
วัด พระภิกษุ สามเณร เอื้อเฟื้อต่อ บ้าน ชุมชน ประคับประคองให้อยู่ในศีลในธรรม
บ้าน ชุมชน ก็เกื้อกูล ต่อพระ ต่อวัด ช่วยทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา

พุทธบริษัท 4 ก็เข็มแข็ง ค้ำจุนซึ่งกันและกัน รู้รักสามัคคีมาด้วยสันติธรรม

โลกเปลี่ยน ผู้คนเปลี่ยน ยุคสมัยเปลี่ยน
ความรู้จักคุ้นเคยกันดี ก็เริ่มเปลี่ยน... เป็นไม่รู้จัก ไม่คุ้นเคย
เหมือนอยู่กันคนละโลก ที่บังเอิญซ้อนทับกัน อย่างไร้ความหมาย เป็นงั้นไป

วิถีชีวิตที่แวดล้อมด้วยบริบทหลากหลาย

ผู้คน ห่างพระ  ... เริ่มไม่รู้จักว่า พระ คือ ใคร  ดำรงชีวิตอย่างไร เพื่ออะไร ?

พระ, แม้ท่านจะระลึกรู้ฐานะ หน้าที่ แห่งความเป็นอนาคริยะ และฐานะแห่งเนื้อนาบุญ
เป็นครูพระผู้สอนศีลธรรม เป็นยอดกัลยาณมิตรผู้ชี้ทางสว่างแก่เพื่อนมนุษย์ในวัฏฏสังสาร
แต่เมื่อรูปการณ์สังคม ผู้คนเปลี่ยน ...
ก็เป็นเรื่องไม่ง่ายที่จะย้ำธรรมเภรีประกาศธรรมเพื่อโปรดเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย

ส่งผลให้ ... ความเอื้อเฟื้อเกื้อกูล ความเข้าใจซึ่งกันและกัน ความคุ้นเคย
ดั่งญาติพี่น้อง ค่อยๆ เลือนลาง
ส่งผลให้ ... คุณประโยชน์อันทรงคุณค่าต่อชีวิต ที่เคยค้ำจุนซึ่งกันและกันมา
ห่างหายอย่างน่าเสียดาย

แม้จะเหลืออยู่, แต่ก็น้อยเต็มที

แต่แม้น้อย, ก็ยังนับว่าเป็นความหวังที่มีอยู่มาก, ที่จะสามารถเรืองรองสว่างไสว ได้อีกครั้ง !

web blog "พระ"
... เป็นความตั้งใจของ Admin ที่มีความรักในพระพุทธศาสนา
มีศรัทธาในพระรัตนตรัย และตระหนักถึงคุณค่าอันสูงส่งนั้น

มีความตั้งใจ และปรารถนาให้ ...
ความเป็นยอดกัลยาณมิตร ความคุ้นเคยดั่งญาติพี่น้อง ความเอื้อเฟื้อเกื้อกูล
ที่เราเคยเป็นอยู่กันมา กลับคืนมาอีกครั้ง !

จึงได้...ขอโอกาส กราบขอสนทนา และขอนำเรื่องราวที่ได้ปราศรัย
... มาเรียบเรียง บอกเล่า แบ่งปัน

ด้วยความปรารถนาที่อยากจะเชื่อมประสาน
สร้างความเข้าใจอันถูกต้องดีงามซึ่งกันและกัน
ให้เรา... วัด พระ บ้าน ผู้คน ชุมชน ได้กลับมา...
เป็นสังคมที่อบอุ่นด้วยมิตรไมตรีแห่งความเป็นกัลยาณมิตรซึ่งกันและกัน อีกครั้ง,





เพราะกัลยาณมิตรเป็นทั้งหมดของความสุขความสำเร็จของชีวิต
8 ธันวาคม 2559
บัว อรุโณทัย