วันพฤหัสบดีที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

"พระ" รับ เพื่ออนุเคราะห์ ผู้ให้



วันนี้  ไปชมการถวายทาน ในสมัยพุทธกาล กันครับ
เมื่อครั้งที่  กษัตริย์ลิจฉวี มากราบทูลอาราธนาพระสัมมาสัมพุทธเจ้า 
ณ สำนักของพระเจ้าพิมพิสาร 
...

ครั้งนั้น พระเจ้าพิมพิสารทรงทำพื้นที่ ๕ โยชน์ 
ระหว่างกรุงราชคฤห์และแม่น้ำคงคาให้ราบเรียบแล้ว 
ให้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงเวลาที่จะเสด็จไป

พระผู้มีพระภาคเจ้าอันภิกษุ ๕๐๐ รูปแวดล้อมแล้วเสด็จไป
พระราชาทรงเอาดอกไม้ ๕ สีโปรยหนทาง ๕ โยชน์เพียงหัวเข่า
ให้ยกธงผ้า หม้อน้ำและต้นกล้วยเป็นต้น
ให้กั้นเศวตฉัตร ๒ ชั้นสำหรับพระผู้มีพระภาคเจ้า
ฉัตรชั้นเดียวสำหรับพระภิกษุแต่ละรูป
ทรงทำการบูชาด้วยดอกไม้และของหอมเป็นต้น
พร้อมด้วยราชบริพารของพระองค์
ให้พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ในวิหารหลังหนึ่งๆ
ถวายมหาทาน ทรงนำเสด็จสู่ฝั่งแม่น้ำคงคา ๕ วัน

ณ ที่นี้ ทรงประดับเรือด้วยเครื่องประดับทุกอย่าง
แล้วทรงส่งสาสน์ไปถวายเจ้าลิจฉวีกรุงเวสาลีว่า
พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จมาแล้ว
ขอเจ้าลิจฉวีทุกพระองค์ ตกแต่งหนทางถวายการรับเสด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าเถิด
เจ้าลิจฉวีเหล่านั้นตกลงกันว่าจะทำการบูชาเป็นสองเท่า
ทำพื้นที่ ๓ โยชน์ระหว่างกรุงเวสาลีและแม่น้ำคงคาให้เรียบร้อย
จัดเศวตฉัตร ๔ ชั้นสำหรับพระผู้มีพระภาคเจ้า
สำหรับพระภิกษุแต่ละรูปๆ ละ ๒ ชั้น ทำการบูชา เสด็จมาคอยอยู่.

               ครั้งนั้น พระเจ้าพิมพิสารทรงทำเรือขนาน ๒ ลำแล้วสร้างมณฑป
ประดับด้วยพวงดอกไม้ ปูลาดพุทธอาสน์ทำด้วยรัตนะล้วน ณ มณฑปนั้น.
ทีนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่งเหนือพุทธอาสน์นั้น.
แม้ภิกษุ ๕๐๐ รูปก็ลงเรือนั่งกันตามสมควร
พระราชาส่งเสด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า
ลงน้ำประมาณแต่พระศอ กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
ข้าพระองค์จักอยู่กันริมฝั่งแม่น้ำคงคานี้นี่แหละ
จนกว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าจะเสด็จกลับมา แล้วก็เสด็จกลับ
เทวดาเบื้องบนจนถึงอกนิษฐภพ ได้พากันทำการบูชา.
นาคราชทั้งหลายมีกัมพลนาคและอัสสตรนาคเป็นต้น
ซึ่งอาศัยอยู่ใต้แม่น้ำคงคา ก็พากันทำการบูชา. ด้วยการบูชาใหญ่อย่างนี้
พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จไปทางแม่น้ำคงคา
สิ้นระยะทางไกลประมาณโยชน์หนึ่ง ก็เข้าเขตแดนของพวกเจ้าลิจฉวี กรุงเวสาลี.

               ต่อนั้น พวกเจ้าลิจฉวีก็ทำการบูชาเป็น ๒ เท่า
ที่พระเจ้าพิมพิสารทรงทำการบูชา
ออกไปรับเสด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงในน้ำประมาณแค่พระศอ.
ขณะนั้นเอง ครู่นั้นเอง มหาเมฆมียอดคลุมด้วยความมืด
มีแสงฟ้าแลบเคลื่อนตัวไป ส่งเสียงคำรามครืนครั่นก็ตั้งขึ้นทั้งสี่ทิศ.
ลำดับนั้น พอพระผู้มีพระภาคเจ้ายกพระบาทแรกวางลงริมฝั่งแม่น้ำคงคา
ฝนโบกขรพรรษก็โปรยเม็ดลงมา ชนเหล่าใดต้องการจะเปียก
ชนเหล่านั้นเท่านั้นย่อมเปียก ผู้ไม่ต้องการเปียกก็ไม่เปียก
ในที่ทุกแห่ง น้ำย่อมไหลไปเพียงแค่เข่า แค่ขา แค่สะเอว แค่คอ
ซากศพทั้งปวงถูกน้ำพัดส่งลงสู่แม่น้ำคงคา พื้นดินก็สะอาดสะอ้าน.

               พวกเจ้าลิจฉวีให้พระผู้มีพระเจ้าประทับอยู่ทุกๆ หนึ่งโยชน์
ในระหว่างทางถวายมหาทาน ทรงทำการบูชาเป็นทวีคูณ ๓ วัน
จึงนำเสด็จสู่กรุงเวสาลี. ... 

(อรรถกถา ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ รัตนสูตรในขุททกปาฐะ)
-------------------------------------------------


ผมว่า พระไตรปิฎกบันทึกรายละเอียดไว้ชัดนะครับว่า
พระราชา และมหาชน ถวายทาน ด้วยความเคารพต่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ต่อคณะพระภิกษุสงฆ์ ประณีตดีงามเพียงใด

และที่สำคัญ  พระพุทธองค์ ไม่ทรงห้ามการถวายทานอันปราณีตนั้นเลย !
ก็เพราะ พระองค์ทรงต้องการให้เกิดอานิสงส์แห่งบุญ แก่ผู้ถวาย เป็นสำคัญ !

การอนุเคราะห์ของ พระพุทธองค์นั้นเสมอกัน
ทั้ง พระราชา และแม้ มหาทุคตะ ...

ดังเช่นที่ พระพุทธองค์ ทรงแสดงธรรมเทศนาโปรดมหาทุคตะ
ตั้งแต่ยามค่ำไปตลอดทั้งคืน กระทั้งถึงรุ่งเช้า ... จนในที่สุด
มหาทุคตะ ที่มีผ้าห่มกายเก่าๆ ผืนเดียว เปลี่ยนกันใส่กับภรรยา
เพื่อมาฟังธรรมจากพระองค์  สามารถเอาชนะความตระหนี่ได้
ตัดใจ น้อมผ้าเก่าผืนเดียวในชีวิต ถวายแด่พระพุทธองค์ !

ถามว่า พระพุทธองค์ ต้องการผ้าผืนเก่าคร่ำคร่าของมหาทุคตะ นั้นหรือ ?
เช่นเดียวกัน
พระพุทธองค์ ต้องการดอกไม้ 5 สี สูงเท่าเข่าในระยะทาง 5 โยชน์(X 16 กม.) หรือ ?
และ ... ฯลฯ เพื่อพระองค์เองหรือ ?

ไม่เลย !
การรับของถวายเหล่านั้นของพระองค์  เป็นการรับเพื่ออนุเคราะห์แก่ ผู้ให้
เพื่อให้เกิดความสุข และเป็นเหตุปัจจัยแห่งกุศลทั้งหลายแก่ผู้ให้ตลอดถึงนำชีวิตของผู้ให้เจริญสูงส่งไปสู่หนทางพระนิพพาน คือ หลุดพ้น จากความทุกข์ทั้งปวงของชีวิตในที่สุด !

กล่าวถึง พระภิกษุสงฆ์ ผู้เป็นพุทธบุตร ของ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ก็ทำหน้าที่ดังเช่นพระพุทธองค์
คือ ท่านเป็นผู้รับ เพื่อ อนุเคราะห์ แก่ผู้ให้
พระภิกษุสงฆ์ จึงได้ชื่อว่าเป็น “เนื้อบุญ” 
แม้ชื่อว่าเป็น ผู้ขอ  ท่านก็เป็น ผู้ขออันประเสริฐ
คือ ขอแล้ว เกิดกุศลต่อผู้รับ
ด้วยค่าว่า พระภิกษุสงฆ์ คือ ผู้ประพฤติธรรมเดินตามรอยพระพุทธองค์ มุ่งสู่พระนิพพาน

พอจะเข้าใจโดยเบื้องต้นไหมครับว่า ...
การรับ ของ พระภิกษุสงฆ์  เป็นไปเพื่อประโยชน์ของใครอย่างไร ?



เมล็ดข้าวพันธ์ดี ควรหว่านลงในเนื้อดิน เช่นไรละครับ ?
ชาวศิวิไลซ์
13  กรกฎาคม 2560


วันพุธที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

ตอบคำถามผู้สงสัย : กรณีพระใช้ facebook และสื่อ Social อื่นๆ





1.พระใช้ facebook ไม่ผิดหรือ?

ตอบ : 
ก่อนอื่นต้องถามก่อนว่า ใช้ทำอะไร ถ้าใช้ในทางเผยแผ่พระพุทธศาสนา
ก็ไม่เป็นบาปกลับเป็นบุญเพราะนำธรรมะมาสอนคนในสื่อเทคโนโลยี 
ที่คนสมัยใหม่มักไม่มีเวลาอ่านหนังสือธรรมะ 
ดังนั้นที่พระหรือวัดส่วนใหญ่เปิด facebook ขึ้นมาก็เพื่อให้ญาติโยมที่ไม่มีเวลา 
หรือมีเวลาส่วนใหญ่อยู่หน้าจอได้อ่านธรรมะทางออนไลน์ 
นำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้ หรือใช้แจ้งข่าวบุญ ร่วมบุญในกิจกรรมงานบุญต่าง ๆ 
ให้ญาติโยมได้ร่วมบุญ อนุโมทนาบุญร่วมกัน 
แต่ถ้าพระใช้ในทางที่ผิดเช่น ใช้ในทางลามกอนาจารก็เป็นกรรม 
และเป็นกรรมหนักด้วย


2.พระบวชแล้วทำไมไม่ละทางโลกโซเชี่ยลฯ

ตอบ : 
ต้องเข้าใจดังนี้ก่อนว่า พระท่านมีหลายประเภทเช่น ...

พระนักปฏิบัติก็มี ท่านก็จะปลีกวิเวกออกไปจาริกเดินธุดงค์
แบกกลดไปตามทางหรือเข้าป่าไปเลย

พระศึกษาปริยัติ ท่านก็จะเรียนตำราคัมภีร์พระไตรปิฎกเพียงอย่างเดียว 
เพื่อศึกษาและนำมาเผยแผ่ศาสนา

พระนักเผยแผ่ เช่น พระนักเทศน์ พระนักอบรม 
(จัดโครงการบวชพระ สามเณร อุบาสิกาแก้วฯ หรืออบรมธรรมะให้กับนักเรียน นักศึกษา)

พระธรรมฑูต ที่ถูกนิมนต์ไปยังประเทศต่าง ๆ เพื่อสอนธรรมะและประกาศศาสนา 
หรือพระที่ท่านเป็นพระนักเผยแผ่ท่านก็มีหลายวิธีเช่น ...
ไปออกรายการโทรทัศน์ เขียนหนังสือ ทำBlog ,website ,facebook 
เกี่ยวกับธรรมะเป็นของตนเอง 
หรือของวัดทางสื่อออนไลน์ต่าง ๆ ดังนั้น ...
จึงเป็นการไม่ผิดที่นำธรรมะมาเผยแผ่ ยังดีกว่าสื่อลามกอนาจารมิใช่หรือ 
ให้คิดว่าเป็นบุญของเรา แม้เราไมมีเวลาแต่พระท่านมาโปรดถึงที่หน้าจอ


3.ทำไมเพื่อนที่พระรับ add ไว้ จึงมีเพื่อนที่เป็นผู้หญิงด้วย?

ตอบ : 
หากว่าพระรับ add แต่ ผู้ชาย ก็เท่ากับว่าการเผยแผ่ธรรมะเป็นการจำกัดเพศ จำกัดบุคคล 
เพราะโยมสีกาที่เป็นผู้หญิงที่เขามีศรัทธา ขอ add ใน facebook ของพระ 
เขาก็อยากที่จะสนทนาธรรมะ แล้วอยากที่จะเป็นผู้เข้าใกล้พระรัตนตรัย 
คือพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ เหมือนกับผู้ชาย 
แต่หากกลับกันถ้าผู้ถามที่เป็นผู้ชายว่า 
ถ้าหากเขาไปเกิดเป็นผู้หญิงแล้วมีข้อจำกัดว่าไม่ให้พระแสดงธรรมะแก่เพศหญิง 
เขาเหล่านั้นอยากที่จะศึกษาธรรมะ แต่ถูกปิดโอกาส จะเป็นเช่นไร 
ดังนั้นให้บุคคลที่มีเนื้อที่ของใจอันน้อยนิด ทำใจให้กว้างขึ้น


4.แล้วพระเผยแผ่ทางสื่ออื่นไม่ได้หรือ?

ตอบ : 
ตามความจริงเผยแผ่ได้หลายทาง เช่น ทีวี การเทศน์ หรือออกหนังสือเป็นต้น 
แต่เราต้องมองความเป็นจริงว่า เราไปฟังธรรมะที่วัดกับพระทุกวัน 
หรือเรามีเวลาไปถือศีลที่วัดทุกวันหรือไม่
ดังนั้นการเผยแผ่พระพุทธศานาที่ตรงจุดและง่าย ให้กับเด็กเยาวชน หรือคนยุคใหม่ 
จึงจำเป็นต้องใช้เทคโนโลยี เช่น ทาง facebook live ออนไลน์เสวนาธรรมะเป็นต้น 
หากพระจะไปเช่าสถานี ก็ต้องมีค่าใช้จ่ายสูงมาก หากพระให้คำปรึกษาโยมทางโทรศัพท์ 
ก็จะมีคนที่จิตอกุศล คิดไปต่าง ๆ นานาอีกว่าพระคุยกับใครเป็นชั่วโมง 
ดังนั้น การเผยแผ่ธรรมะ ต้องไม่เป็นการเดือดร้อนผู้เผยแผ่เองและผู้อื่นด้วย


5.ทำไมพระบางรูปจึงออนไลน์ facebook ดึก ๆ?

ตอบ : 
พระบางรูปท่านอาจอยู่ต่างประเทศ เวลาไม่ตรงกันจึงออนดึกได้ 
บางกรณีตอนเช้าต้องไปเรียน ปฎิบัติศาสนกิจ หรือมีกิจนิมนต์ถึงเย็น 
กลับมากว่าจะสรงน้ำ สวดมนต์ทำวัตรเย็น นั่งสมาธิ ปฏิบัติธรรม 
หรือทำงานที่ได้รับมอบหมายจนดึก บางทีต้องหาข้อมูลงานทางอินเตอร์เน็ต 
จึงออนไลน์ facebook ในช่วงที่ยังไม่จำวัตรนั่นเอง ตีสามตีสี่ 
ก็ต้องตื่นมาทำวัตรสวดมนต์ บิณฑบาตตามปกติเป็นอย่างนี้ทุกวัน 
ดังนั้นเราจึงไม่ควรด่วนสรุปว่าทำไมท่านจึงยังไม่จำวัตรพักผ่อนเสียที่ 
ว่าทำไมท่านไม่ออนไลน์ facebook ในตอนกลางวัน 
คำตอบที่ตอบมานี้คงคลายข้อสงสัยอยู่ได้บ้าง


สรุปคือ...
หากพระท่านใช้สื่อโซเชียลฯ ในทางที่ดีงาม สอนจริยธรรม ศีลธรรม และให้ความรู้ทางด้านพระพุทธศาสนาก็เป็นสิ่งดีเป็นประโยชน์แก่ผู้สนใจทั่วไปมิใช่หรือแต่มีข้อที่น่าให้คิดว่าทำไม เมื่อพระออกมาในสื่อเผยแผ่ออนไลน์หรือโซเชี่ยลฯ จึงมีคนโจมตีมากมายทั้ง ๆ ที่ใช้ในทางที่เป็นประโยชน์ แก่คนทั่วไป แต่ทำไมสื่อลามกอนาจารมากมายที่เหตุของ กาม ตัณหา ราคะ ทำให้เกิดภัยสังคมมากมาย จึงมีคนส่วนน้อยที่ออกมโจมตี  หรือวันนี้ จริยธรรมในใจคนนั้นหายไป !!?

Cr. ภิกษุหนึ่ง ณ ยุคSocial Network กล่าวไว้ 


วันจันทร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

ศีล คือ บรรทัดฐานความสงบสุขของสังคม

ขอความกรุณาาหลวงพี่เล่าให้ฟังค่ะว่า "ศีล" จะทำให้สังคมเป็นสงบสุขอย่างไรค่ะ ? 

            ถ้าจะพูดเรื่องศีลในประเด็นเกี่ยวกับความสงบสุขของสังคมแล้ว
หลวงพี่คิดว่า เนื้อหาในปุญญาภิสันทสูตร ในคัมภีร์อังคุตตรนิกาย
น่าจะอธิบายได้กระชับและตรงประเด็นที่สุด  ซึ่งในพระสูตรนี้
พระพุทธเจ้าทรงอธิบายศีล ๕ ว่าเป็นมหาทาน
เพราะเป็นการให้ความไม่มีภัย ความไม่มีเวร
และความไม่เบียดเบียนแก่สัตว์ทั้งหลาย  พูดง่าย ๆ ก็คือ

            ๑. การงดเว้นจากการฆ่าสัตว์  ได้ชื่อว่า ...
ให้ความปลอดภัยในชีวิตให้แก่ผู้คนในสังคม

ซึ่งเป็นสิ่งที่ล้ำค่ากว่าทรัพย์ใด ๆ นั่นเอง
ถ้าสังคมใดมีศีลข้อที่ ๑ ปัญหาการทำร้ายร่างกาย
คดีฆาตกรรมต่าง ๆ ก็จะไม่มี

            ๒. การงดเว้นจากการลักทรัพย์ ได้ชื่อว่า ...
ให้ความปลอดภัยในทรัพย์สิน 

สังคมที่มีศีลข้อที่ ๒ ผู้คนจะวางทรัพย์สินทิ้งไว้ ไม่ปิดประตูบ้าน
ข้าวของก็ไม่หาย  ไม่จำเป็นต้องมียามรักษาความปลอดภัย

            ๓. การงดเว้นจากการประพฤติผิดในกาม ได้ชื่อว่า...
ให้ความปลอดภัยในสามีภรรยา บุตรธิดา ของครอบครัวต่าง ๆ ในสังคม 

หากสังคมใดมีศีลข้อที่ ๓ แล้ว  ปัญหามือที่สามทำครอบครัวแตกแยก
ตลอดถึงปัญหาอาชญากรรมทางเพศ ปัญหาท้องในวัยเรียน ฯลฯ ก็จะหมดไป

            ๔. การงดเว้นจากการพูดเท็จ  ได้ชื่อว่า...
ให้ความจริงใจเป็นมหาทาน  สังคมที่มีศีลข้อ ๔ นี้

ผู้คนในสังคมก็จะมีแต่ความสบายใจ ไม่หวาดระแวงกัน
และจะไม่เกิดปัญหาแก๊งต้มตุ๋น คดีหลอกลวงประชาชนต่าง ๆ
เหมือนอย่างที่เราได้ยินข่าวกันอยู่บ่อย ๆ

            ๕. การงดเว้นจากการดื่มสุรายาเสพย์ติด  ได้ชื่อว่า...
ให้ความปลอดภัยทุกสิ่งทุกอย่าง

เพราะต้นตอของหลาย ๆ ปัญหาในสังคมก็เกิดมาจากการขาดสติด้วยฤทธิ์ของสุรา
ยาเสพย์ติดนั่นเอง ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเมาแล้วขับ ปัญหาทะเลาะวิวาทตามร้านสุรา
สถานบันเทิง  ดคีข่มขืนกระทำอนาจาร
และลักเล็กขโมยน้อยของกลุ่มวัยรุ่นติดยา ฯลฯ


            จะเห็นได้ว่า หากสังคมใด ผู้คนในสังคมพร้อมใจกันรักษาศีล ๕ แล้ว
ก็เชื่อมั่นได้เลยว่า สังคมนั้นจะมีแต่ความสงบสุข เป็นสังคมที่น่าอยู่เป็นอย่างยิ่ง

ฐานวีโร  ภกขุ
---------------------------



บันทึกมาแบ่งปันโดย  บัว  อรุโณทัย
6 กุมภาพันธ์ 2560



วันศุกร์ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2560

พระพุทธศาสนา เกื้อกูลสังคมให้สงบสุข

จากที่หลวงพี่ได้บวชศึกษาธรรมะ ในพระพุทธศาสนา...,
พระพุทธศาสนา จะช่วยเกื้อกูลต่อชีวิตของผู้คน หรือ สังคมอย่างไร บ้างคะ ?


            หลวงพี่ก็คงตอบเรียงตามองค์ประกอบของศาสนาที่เคยกล่าวไว้ในบทก่อนๆ
เพื่อที่จะได้ชี้ให้เห็นว่า
ทุก ๆ องค์ประกอบของพระพุทธศาสนา มีประโยชน์เกื้อกูลต่อชีวิตผู้คน
ต่อสังคมอย่างไรบ้าง

            ๑. 
พระพุทธศาสนาได้ให้บุคคลต้นแบบที่ดีเยี่ยมที่สุดบุคคลหนึ่ง ก็คือ
พระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่อเป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิต
และเป็นกำลังใจในการทำความดีของผู้คนในสังคม 

เดิมทีพระพุทธเจ้าก็คือคนที่มีกิเลสอย่างพวกเรา
ในแต่ละชาติของพระโพธิสัตว์ ก็เคยทำผิดพลาดนับครั้งไม่ถ้วน
แต่พระองค์มีความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะทำความดี
แม้เคยทำผิดก็คิดปรับปรุงแก้ไขตัวเองให้ดีขึ้น 
หลวงพี่คิดว่า เรื่องราวของพระพุทธเจ้าจะเป็นกำลังใจในการทำความดี
ให้กับทุกคนในสังคม แม้กระทั่งผู้ที่เคยทำผิด เคยต้องโทษมาก็ตาม

            ๒. 
คำสอนในพระพุทธศาสนาล้วนเป็นไปเพื่อประโยชน์ทั้ง ๓ ระดับ
ดังที่ได้กล่าวไปแล้ว  หลวงพี่คิดว่า แค่เพียงคำสอนเพื่อเป้าหมายชีวิตในชาตินี้
อย่างเช่น ศีล ๕ หรือว่า หลักทิศ ๖ ฯลฯ
ก็มากพอที่จะทำให้เกิดความสงบสุขในสังคมได้

หลักธรรมเหล่านี้จะช่วยลดการเบียดเบียนทำร้ายกันในสังคม
และช่วยให้ผู้คนรู้จักหน้าที่ของตนต่อบุคคลรอบข้าง
เป็นพลเมืองที่ดีของสังคมต่อไป

            ๓. 
พระภิกษุ สามเณร ตลอดถึงแม่ชีในพระพุทธศาสนา
ล้วนแล้วแต่เป็นบุคลากรคุณภาพของสังคม
ได้ทำหน้าที่เป็นผู้นำทางจิตวิญญาณ เป็นครูสอนศีลธรรม

เป็นปราชญ์ภูมิปัญญาท้องถิ่น ฯลฯ ให้กับชุมชนมาโดยตลอด

            ๔. 
วัดวาอารามต่าง ๆ ในพระพุทธศาสนา
นอกจากจะทำหน้าที่เป็นศูนย์รวมใจของชาวบ้านในชุมชนแล้ว
ยังทำหน้าที่เป็นศาลาประชาคมให้ชาวบ้านใช้เป็นที่ประชุม
ทำหน้าที่เป็นโรงเรียน เป็นห้องสมุดที่คอยให้ความรู้ทั้งทางโลกและทางธรรม

แก่ผู้คนในชุมชน และทำหน้าที่เป็นพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านที่จะคอยรักษางานพุทธศิลป์อันล้ำค่า
ซึ่งบรรพบุรุษได้รักษาไว้ให้เป็นมรดกของลูกหลานสืบต่อกันมา

            ๕. 
พิธีกรรมทางศาสนา ได้ทำหน้าที่เป็นกิจกรรมกระชับความสัมพันธ์
เป็นเครื่องร้อยรวมจิตใจของคนในสังคมทุกยุค ทุกสมัย
จนกลายเป็นขนบธรรมเนียม
ประเพณี และวัฒนธรรมของสังคม


            เพราะว่า พระพุทธศาสนาได้ให้คุณประโยชน์ต่อชีวิตผู้คน 
ต่อสังคมมากมายถึงเพียงนี้  
บรรพบุรุษของพวกเราจึงได้พร้อมใจกันยอมรับนับถือพระพุทธศาสนา
เป็นศาสนาประจำชาติไทยตลอดมานั่นเอง

ฐานวีโร  ภิกขุ
--------------------------------


บันทึกมาบอกเล่า โดย  บัว  อรุโณทัย
28 มกราคม 2560


วันอังคารที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2560

หลวงพี่มหา...เล่าเรื่องวัดพระธรรมกาย ฉบับ ตอบคำถาม

กระแสโดยทั่วไป...มองว่า วัดพระธรรมกาย มีลักษณะที่แตกต่างซึ่งไม่เป็นที่คุ้นเคยของผู้คน
ขอความกรุณาหลวงพี่ช่วยให้คำอธิบายให้เข้าใจสักหน่อยค่ะ


...
เวลาที่หลวงพี่ต้องตอบข้อสงสัยต่าง ๆ เกี่ยวกับวัดให้นิสิต นักศึกษา
หรือครูอาจารย์ฟัง  หลวงพี่จะขอตอบเป็นประเด็น
เรียงตามองค์ประกอบของศาสนาในเชิงวิชาการ
ซึ่งมีองค์ประกอบหลัก ๆ ๕ อย่าง คือ ...
1.ศาสดา
2.ศาสนธรรม
3.ศาสนบุคคล (บางแห่งแยกเป็นศาสนิกชนด้วย)
4.ศาสนสถาน (รวมถึงศาสนวัตถุและสัญลักษณ์ทางศาสนา) และ 
5.ศาสนพิธี 
เพื่อไม่ให้สับสนประเด็น
และเห็นภาพรวมของวัดในเชิงองค์ประกอบทางศาสนาได้อย่างชัดเจน

            ๑. ศาสดา

            หลาย ๆ ท่านที่ฟังข่าวคราวเกี่ยวกับวัดพระธรรมกายจากสื่อต่าง ๆ อาจจะคิดว่า
หลวงพ่อธัมมชโยไม่ให้ความเคารพในพระพุทธเจ้า ตั้งตนเป็นเจ้าลัทธิ เป็นศาสดาเสมอกับพระพุทธเจ้า ฯลฯ  หลวงพี่อยากจะให้ข้อสังเกตในเรื่องนี้ไว้ ๓ ประเด็นนะ
                        ๑) ที่มหาธรรมกายเจดีย์ ตรงที่เห็นเป็นสีทอง ๆ นั้น เป็นพระพุทธรูปทั้งหมดจำนวน ๓ แสนองค์ ภายในเจดีย์บรรจุพระพุทธรูปอีก ๗ แสนองค์ รวมเป็น ๑ ล้านองค์
ซึ่งพระพุทธรูปที่สร้างขึ้นนี้ถูกเคลือบผิวด้วยประจุทองคำ 
นอกจากนี้ ในเจดีย์ยังมีพระประธาน ขนาดหน้าตัก ๔.๕ เมตร ซึ่งหล่อด้วยเงิน
มีน้ำหนักประมาณ ๑๔ ตัน
ถามว่า ถ้าไม่เคารพพระพุทธเจ้า
จะสร้างพระพุทธรูปเยอะขนาดนี้ไหม ?
จะใช้วัสดุที่สูงค่ามาทำไหม ?


ยิ่งไปกว่านั้น ทางวัดยังจัดให้มีโครงการบูชาพระเจดีย์
ให้พระเณร และญาติโยมได้มากราบไหว้บูชามหาธรรมกายเจดีย์ทุกวัน
วันละ ๒ ครั้ง เช้า – เย็น 
สิ่งเหล่านี้ยังไม่เพียงพอที่จะแสดงให้เห็นถึงความเคารพในพระพุทธเจ้า
ในพระรัตนตรัยของหลวงพ่อ ของชาววัดพระธรรมกายหรือ
?

                        ๒) ในงานพุทธศิลป์ของทางวัดพระธรรมกาย
ไม่ว่าจะเป็นงานปั้นพระพุทธรูป หรือว่าภาพวาดพุทธประวัติ
หลวงพ่อธัมมชโยจะใส่ใจในรายละเอียดเกี่ยวกับลักษณะมหาบุรุษ
ของพระพุทธเจ้าเป็นอย่างมาก 
ท่านจะพยายามให้ปั้น หรือวาดให้ตรงกับลักษณะมหาบุรุษให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ 

ตอนเด็ก ๆ หลวงพี่เคยคิดนะ ในคัมภีร์บอกว่า ...
พระพุทธเจ้ามีพระรูปโฉมงดงาม เป็นคนที่หล่อที่สุดในภพสามก็ว่าได้ 
แต่พอไปไหว้พระตามวัดต่าง ๆ ก็เกิดความคิดว่า ถ้าให้เราหน้าตาหล่อแบบพระพุทธรูป
หรือภาพพุทธประวัติตามฝาผนังที่เราเคยเห็น เราจะเอาไหม 

แต่พอมาเห็นพระประธานในโบสถ์วัดพระธรรมกาย
หรือภาพวาดพระพุทธเจ้าในปกหนังสือสวดมนต์ของทางวัด หลวงพี่รู้สึกว่าใช่
ที่คัมภีร์บอกว่าพระพุทธเจ้าของพวกเรารูปงาม ต้องประมาณนี้แหละ 
พวกเราคิดว่า คนที่ให้ความสำคัญในการปั้นพระ ในงานเขียนพุทธประวัติมากขนาดนี้
ทุ่มเทปั้นแล้วปั้นอีก วาดแล้ววาดอีก เพื่อให้ได้พระพุทธรูปที่งดงามมาให้ลูกศิษย์ได้กราบ
ได้ภาพพุทธประวัติที่สวยงามมาให้ลูกศิษย์ได้ศึกษา
จะมีความเคารพในพระพุทธเจ้าขนาดไหน

                        ๓) ในการเทศน์สอนของหลวงพ่อ ที่ได้เล่าไปข้างต้นว่า
ท่านลงเทศน์สอนญาติโยมแทบทุกคืน  ท่านก็มักจะเล่าพุทธประวัติ
หรือเรื่องราวการสร้างบารมีของพระโพธิสัตว์อยู่บ่อยครั้ง 
โดยที่ท่านจะศึกษาเรื่องราวเป็นอย่างดีก่อนที่จะเทศน์สอน 
ยิ่งไปกว่านั้น เวลาที่ท่านเทศน์สอน ท่านจะให้พระมหา ป.ธ. ๙ มานั่งฟังด้วยทุกครั้ง
เพื่อเป็นการตรวจทานเนื้อหาขณะที่ท่านเทศน์อีกชั้นหนึ่งด้วย 
ท่านให้ความเคารพในการแสดงธรรม
โดยเฉพาะเรื่องราวของพระบรมศาสดามากขนาดนี้ทีเดียว

            ปัญหาที่หลาย ๆ ท่านเข้าใจประเด็นนี้ผิดไป !
หลวงพี่คิดว่าอยู่ที่การฟังเนื้อหาที่หลวงพ่อเทศน์สอนนี่แหละ 
เนื่องจากหลวงพ่อท่านมักจะใช้คำพูดง่าย ๆ ในการสอน
เพื่อให้คนฟังซึ่งมีทั้งเด็ก วัยรุ่น ผู้ใหญ่ คนเฒ่าคนแก่ ฯลฯ ฟังแล้วเข้าใจง่าย 
หากได้ฟังเพียงบางช่วงบางตอน  ก็อาจทำให้ไม่เข้าใจเนื้อความทั้งหมด 
หลวงพี่อยากจะขอให้ลองฟังเนื้อหาที่หลวงพ่อเทศน์ให้มากขึ้น
ลองหาฟังดู,
แล้วฟังอย่างตั้งใจ
ฟังให้ครบทุกช่วงทุกตอน น่าจะแก้ไขความเข้าใจผิดได้ไม่ยากนะ

            ๒. ศาสนธรรม

            หลาย ๆ ท่านคงเคยได้ยินได้ฟังกันมาว่า วัดพระธรรมกายสอนผิด
บิดเบือนพระไตรปิฎก สอนให้ทำบุญเพื่อหวังสวรรค์ ฯลฯ 
ถ้าจะให้ตอบทั้งหมด ก็คงจำแนกประเด็นได้ไม่หวาดไม่ไหว
แต่หลวงพี่อยากจะให้ข้อสังเกตโดยรวม ๆ เป็น ๓ ประเด็น

                        ๑) ที่เราคุยกันว่า วัดพระธรรมกายสอนผิด บิดเบือนจากพระไตรปิฎกน่ะ
เคยอ่านพระไตรปิฎกบ้างไหม ?  

ไม่ใช่หลวงพี่จะว่าพวกเรานะ ... แต่เป็นเรื่องที่หลวงพี่เจอกับตัวเอง
และเป็นจุดเริ่มต้นให้หลวงพี่เริ่มศึกษาพระไตรปิฎก
และคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนาอย่างจริงจัง 
เรื่องมันก็มีอยู่ว่า ...

สมัยเรียนมหาวิทยาลัย หลวงพี่จะชอบอ่านกระทู้ในห้องศาสนาของเว็บบอร์ดแห่งหนึ่ง
มีอยู่วันหนึ่ง ก็มีคนตั้งกระทู้ในทำนองว่า จับผิดธรรมกาย แอบบิดเบือนพระไตรปิฎก
ซึ่งมีรายละเอียดประมาณว่า ...
ในเว็บไซต์ของวัดพระธรรมกายมีให้บริการพระไตรปิฎกออนไลน์
ซึ่งพบว่า ข้อความในพระไตรปิฎกออนไลน์นั้น
ไม่ตรงกับพระไตรปิฎกออนไลน์ในเว็บไซต์อีก ๒ แห่ง
(ซึ่ง ๒ เว็บนี้มีข้อความตรงกัน มีเว็บของวัดพระธรรมกายเป็นเว็บที่ ๓ ที่ไม่ตรงกับชาวบ้าน)  เขาก็เอาข้อความมาแสดงเปรียบเทียบกัน ก็มีคนมาแสดงความเห็นในเชิงด่าว่าวัดบ้าง
ยินดีปรีดาที่จับผิดวัดได้บ้าง เป็นร้อย สองร้อยความเห็น 
แล้วก็มีความเห็นหนึ่งโผล่มาบอกว่า...
พระไตรปิฎกออนไลน์ในเว็บของวัดเป็นของฉบับมหามกุฏฯ
(ฉบับ มมร. พิมพ์พระไตรปิฎกรวมกับอรรถกถา ชุดหนึ่ง ๆ มี ๙๑ เล่ม)
ส่วนอีก ๒ เว็บเป็นของฉบับมหาจุฬาฯ (ฉบับ มจร. ชุดละ ๔๕ เล่ม)
ซึ่งในฉบับพิมพ์ก็มีข้อความไม่ตรงกันอยู่แล้ว 
รู้ไหมผลเป็นอย่างไร ...
คนที่เข้ามาด่าในตอนต้น ๆ ก็ อ๋อ อย่างนั้นก็แล้วไป 
!

หลวงพี่จึงได้ข้อคิดว่า ถ้าเราจะกล่าวหาใครว่าบิดเบือนพระไตรปิฎก
เราเองก็ต้องรู้ก่อนว่าในพระไตรปิฎกว่าไว้อย่างไร 
เราจะมาบอกว่า คนอื่นสอนผิด โดยที่เราเองก็ไม่รู้ว่า ที่ถูกเป็นอย่างไร
เป็นเรื่องที่สมควรไหม
? 
อยากให้ข้อคิดอย่างนี้เป็นเบื้องต้นก่อนนะ

                        ๒) ส่วนประเด็นคำสอนเรื่องอื่น ๆ นั้น  เฉพาะที่หลวงพี่เคยถูกถามนะ
หลวงพี่กล้ายืนยันว่า ทางวัดไม่ได้สอนผิดไปจากที่มีในพระไตรปิฎก 
แต่ที่ทำให้เข้าใจผิดกัน หรือเกิดความสงสัยอยู่บ้างนั้น 
ในมุมมองของหลวงพี่คิดว่า เป็นเพราะพวกเราพูดถึงตัวหลักธรรมคำสอน
โดยไม่ได้พิจารณาถึงจุดมุ่งหมาย หรือวัตถุประสงค์ของคำสอนนั้น ๆ มาประกอบด้วย

                        นพระพุทธศาสนา ได้สอนเรื่องประโยชน์ ๓ หรือเป้าหมายชีวิต ๓ ระดับ
ซึ่งประกอบไปด้วย...
ประโยชน์ในชาตินี้ คือ มีเป้าหมายเป็นไปเพื่อความสุขในภพชาตินี้
ประโยชน์ในชาติหน้า คือ มีเป้าหมายเพื่อให้ได้เกิดใหม่ในสุคติภูมิ
และประโยชน์อย่างยิ่ง คือ มีเป้าหมายเพื่อการบรรลุมรรคผลนิพพาน 


คำสอนในพระพุทธศาสนาก็ย่อมเป็นไปเพื่อเป้าหมาย ๓ ระดับเหล่านี้ 

บางคำสอนก็เป็นไปเพื่อให้ได้รับความสุขในชาตินี้ เช่น ...
หลักธรรมสังคหวัตถุ ๔ ศีล ๕ ทิศ ๖ ฯลฯ
ผู้ที่อยากจะมีความสุขในชีวิตการงาน ครอบครัว ฯลฯ ในปัจจุบันชาติ
ก็สามารถนำไปปฏิบัติได้ 

บางคำสอนก็เป็นเรื่องภพภูมิต่าง ๆ สอนให้ละเว้นจากความชั่ว
จะได้ไม่ต้องไปเกิดในอบายภูมิ
และให้ตั้งใจทำความดีเพื่อให้ไปเกิดในสวรรค์ ยกตัวอย่างเช่น ...
เรื่องราวในคัมภีร์เปตวัตถุ ว่าด้วยเรื่องเปรตและบุรพกรรมที่ทำให้เกิดเป็นเปรต 
คัมภีร์วิมานวัตถุ ว่าด้วยเรื่องเทวดาในวิมานต่าง ๆ และบุรพกรรม ฯลฯ 
ผู้ที่ปฏิบัติตามก็ย่อมได้รับอานิสงส์ในสัมปรายภพ 

และบางคำสอนก็มุ่งเน้นในเรื่องมรรคผลนิพพาน เช่น ...
เรื่องการสร้างบารมีของพระพุทธเจ้าในอดีตชาติ
ที่ปรากฏในคัมภีร์ชาดกและจริยาปิฎก 
เรื่องการสร้างบารมีของพระอรหันต์ ในคัมภีร์อปทาน ฯลฯ
ผู้ที่มุ่งหวังการบรรลุมรรคผลนิพพาน
ก็ให้น้อมนำมาเป็นแนวทางปฏิบัติ อย่างนี้เป็นต้น

                        คราวนี้ ถ้าเราจับเอาประเด็นคำสอน... 
โดยมิได้คำนึงถึงเป้าหมาย ๓ ระดับที่ว่ามา จะเกิดอะไรขึ้น ...
หลวงพี่จะลองยกตัวอย่างให้พอเห็นภาพนะ เช่น ...
คำสอนเรื่องการทำทาน เขาก็มักจะบอกว่า ...
วัดพระธรรมกายสอนให้ทำบุญมาก ๆ ทำบุญหมดตัว ฯลฯ
ต่างจากในพระสูตรที่สอนว่า ให้ทำทานแต่พอดี ไม่ให้กระทบตนเอง
ทำทานแล้วต้องไม่เดือดร้อน 
ถ้ายึดตามที่พระสูตรนี้ว่าไว้ แล้วเรื่องที่พระเวสสันดรบริจาคทรัพย์ต่าง ๆ จนหมด
เท่านั้นยังไม่พอ ยังบริจาคลูกเมียด้วย มันหมายความว่าอะไร 
นี่ไม่ใช่แค่เดือดร้อนตัวเองนะ เดือดร้อนถึงลูกเมียด้วย 
หรือว่า เรื่องการเอาสวรรค์มาล่อให้ทำบุญเยอะ ๆ เป็นเรื่องไม่ถูกต้อง 
ถ้าอย่างนั้นแล้ว เรื่องราวในคัมภีร์วิมานวัตถุ ที่เล่าว่าถวายทานด้วยสิ่งนั้นสิ่งนี้แล้ว
จะทำให้มีทิพยสมบัติ มีวิมานในสวรรค์แบบนั้นแบบนี้ เช่น
ตอนเป็นมนุษย์ถวายแกงปู  พอตายไป ก็มีประติมากรรมปูทองคำอยู่หน้าทิพยวิมาน 
อย่างนี้แปลว่าอะไร 
จะบอกว่า คัมภีร์วิมานวัตถุสอนผิดใช่ไหม
หรือว่าคำสอนในพระไตรปิฎกขัดแย้งกันเองเสียแล้ว

                        แต่ถ้ามองในมิติของเป้าหมายชีวิต ๓ ระดับด้วย เราจะเข้าใจมากขึ้น 
บางคนทำทานเพียงหวังความสุขในชาตินี้ มองว่าเป็นการแบ่งปันกัน ช่วยเหลือกัน
ให้อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ถ้ามีเป้าหมายในระดับนี้
พระพุทธศาสนาก็สอนให้ทำทานโดยที่ไม่ให้ตนเองต้องเดือดร้อน
เช่น หลักสังคหวัตถุ ๔ 
บางคนทำทานเพื่อเป้าหมายในสัมปรายภพ ตายแล้วให้ได้ไปเกิดในสวรรค์ 
พระพุทธเจ้าก็ทรงสอนเรื่องทานในอีกแง่มุมหนึ่ง
อย่างเช่นในทานสูตรแห่งคัมภีร์อังคุตตรนิกาย จะกล่าวถึงว่า ทำทานด้วยเจตนาแบบใด
จึงจะทำให้ได้ไปเกิดในสวรรค์ชั้นใด เป็นต้น 
แต่ถ้าเป็นการทำทานในระดับสูงสุด
พระพุทธเจ้าก็ทรงสอนอย่างเรื่องพระเวสสันดรนั่นแหละ 

หลวงพี่คิดว่า ถ้าพวกเราศึกษาหลักธรรมคำสอน โดยพิจารณาบริบทแวดล้อม
หรือดูจุดมุ่งหมายของคำสอนนั้น ๆ ประกอบด้วย ก็จะช่วยลดความเข้าใจผิด
ลดความสงสัยในคำสอนของวัดพระธรรมกายในประเด็นต่างๆ ลงไปได้มาก 

            สำหรับคำสอนในเรื่องอื่น ๆ ก็ทำนองเดียวกัน 
อยากให้พวกเราพิจารณาก่อนว่า คำสอนของวัดพระธรรมกายเรื่องนั้น ๆ
เป็นไปเพื่อเป้าหมายระดับใด  เวลาจะตัดสินถูกผิด
ก็ให้เอาคำสอนในพระไตรปิฎกเกี่ยวกับเรื่องนั้น ที่เป็นไปเพื่อเป้าหมายระดับเดียวกัน
มาเป็นตัวพิจารณาตัดสิน อย่างนี้จึงจะได้คำตอบที่ถูกต้อง 
ถ้ามัวแต่เอาคำสอน ซึ่งต่างฝ่ายก็อ้างว่ามีอยู่ในพระไตรปิฎกทั้งนั้น
แต่เป็นไปเพื่อเป้าหมายคนละระดับ มาพิจารณาร่วมกัน
ก็จะเป็นปัญหาให้ถกเถียงกันอย่างทุกวันนี้แหละ

            ๓. ศาสนบุคคล

            เรื่องนี้คงไม่มีประเด็นที่เป็นปัญหาอะไร
เพราะแม้แต่ผู้ที่ไม่เห็นด้วย หรือไม่ชอบวัดพระธรรมกาย ก็ยังยอมรับว่า
บุคลากรของวัดพระธรรมกายใช้ได้ ค่อนข้างมีคุณภาพ 
แต่หลวงพี่อยากจะพูดถึงประเด็นเกี่ยวกับศาสนิก
หรือญาติโยมที่มาทำบุญวัดพระธรรมกายสักหน่อย เนื่องจากมักจะมีประเด็นว่า
คนที่มาทำบุญที่วัดพระธรรมกาย หลาย ๆ คนต้องประสบปัญหาครอบครัว
ทะเลาะเบาะแว้งกันบ้าง มีปัญหาเรื่องทรัพย์สินกับญาติพี่น้องบ้าง
ทางวัดจะอธิบายประเด็นนี้อย่างไร
            เวลาที่คุณครูถามหลวงพี่ในประเด็นนี้ หลวงพี่จะตอบด้วยการอุปมา สมมติว่า
คุณครูสอนเด็กนักเรียน ห้องหนึ่งก็ประมาณ ๒๐ – ๓๐ คน ถามว่า
เด็กทุกคนเข้าใจที่คุณครูสอนเหมือนกันทั้งหมดไหม ก็ไม่ใช่
มันจึงมีเกรดตั้งแต่ ๔ ถึง ๐ นั่นแหละ  ถ้ามีเด็กติด ๐ ในห้องสัก ๒ – ๓ คน
แล้วมาเหมารวมกล่าวหาว่า คุณครูสอนแย่มาก ไม่ได้เรื่องเลย
อย่างนี้ยุติธรรมกับคุณครูไหม 

กรณีของญาติโยมที่มาวัดพระธรรมกายก็คล้าย ๆ กันนะ 
หลวงพี่ก็ไม่ทราบว่า ญาติโยมแต่ละท่านฟังธรรมแล้ว
จะเข้าใจอย่างที่หลวงพ่อ หรือพระอาจารย์ต้องการสื่อสารมากน้อยแค่ไหน 
แต่หลวงพี่ก็มั่นใจว่า คงไม่ได้เป็นแบบนี้กับทุกคน ทุกครอบครัว 
พวกเราก็คงเคยได้ยินได้ฟังเรื่องราวของผู้ที่มาทำบุญที่วัดพระธรรมกายแล้ว
ชีวิตดีขึ้น ครอบครัวมีความสุขมากขึ้น  ก็อยากจะให้ลองศึกษากรณีของคนเหล่านี้ดูบ้าง
หลวงพี่คิดว่า ถ้าเราได้สอบถามทั้งนักเรียนเกรด ๐ ทั้งนักเรียนเกรด ๔ ว่า ...
คุณครูสอนอะไรบ้าง จะทำให้เราได้ข้อสรุปชัดเจนขึ้นว่า คุณครูสอนดีหรือไม่ดี อย่างไร

            ๔. ศาสนสถานและศาสนวัตถุ

            ในเรื่องเกี่ยวกับศาสนสถานของวัดพระธรรมกาย
ส่วนใหญ่จะมีประเด็นหลัก ๆ อยู่ ๒ ประเด็น คือ ...
เรื่องรูปทรงที่อาจจะรู้สึกว่าแตกต่างจากวัดอื่น ๆ ตรงนี้รวมถึงศาสนวัตถุ
เช่น พระพุทธรูปด้วย  กับเรื่องขนาดที่พวกเราอาจจะคิดกันว่า วัดต้องดูสมถะ
คือเล็ก ๆ ไม่ใช่สร้างเสียใหญ่โตเหมือนวัดพระธรรมกาย
            ๑. ประเด็นเรื่องรูปทรง  ต้องบอกก่อนว่า จริง ๆ แล้ว รูปทรงของศาสนสถาน
หรือศาสนวัตถุ ไม่ได้มีกำหนดกฎเกณฑ์ไว้ในคัมภีร์ว่า จะต้องสร้างโบสถ์ทรงนี้
พระพุทธรูปต้องรูปร่างแบบนี้เท่านั้น  เพราะสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้
ล้วนขึ้นอยู่กับนายช่างผู้สร้าง ซึ่งก็จะเป็นไปตามศิลปะในแต่ละพื้นที่ ในแต่ละยุคสมัย 

ในทางวิชาการ เขาจึงเรียกสิ่งเหล่านี้ว่าพุทธศิลป์
ยกตัวอย่างเช่น พระพุทธรูป พวกเราคงเคยได้ยินว่า ...
พระพุทธรูปองค์นี้ ศิลปะสุโขทัย ศิลปะทวารวดี ศิลปะเชียงแสน ฯลฯ
ซึ่งแน่นอนว่า รูปร่างย่อมไม่เหมือนกัน เขาจึงสามารถจำแนกความแตกต่างได้
หรือว่า เจดีย์ พวกเราคิดว่า พระปฐมเจดีย์ พระธาตุพนม พระบรมธาตุไชยา ฯลฯ
รูปทรงเหมือนกันไหมล่ะ
ยิ่งไปกว่านั้น รูปทรงเจดีย์ของบ้านเราก็ไม่ค่อยเหมือนกับเจดีย์โบราณที่อินเดียนะ
รู้กันบ้างไหม ที่เป็นอย่างนั้นก็เพราะว่า ...
ไทยเรารับเอาพระพุทธศาสนามาจากลังกาอีกทอดหนึ่ง
รูปทรงเจดีย์ของไทยจึงค่อนไปทางลังกา
ผสมผสานกับศิลปะในดินแดนสุวรรณภูมิแต่ละยุค 

เพราะฉะนั้น ในเบื้องต้นหลวงพี่สรุปได้ว่า ...
ไม่ใช่ว่าศาสนสถานและศาสนวัตถุของวัดพระธรรมกายแตกต่างจากวัดอื่น ๆ
แต่ว่า ศาสนสถาน ศาสนวัตถุของแต่ละวัด ล้วนแล้วแต่มีองค์ประกอบที่แตกต่างกัน
ขึ้นอยู่กับศิลปะในแต่ละยุคสมัย ในแต่ละพื้นที่ต่างหาก


            ในกรณีของวัดพระธรรมกายก็เช่นเดียวกัน
แต่ละอาคาร แต่ละงานพุทธศิลป์ ล้วนมีแนวคิด มีที่มาที่ไปทั้งสิ้น 
อย่างเช่น โบสถ์  เคยมีหลายท่านบอกว่าเหมือนโบสถ์คริสต์ 
ถ้าพวกเราเคยเห็นโบสถ์คริสต์ก็คงจะงงนะ ว่าเหมือนตรงไหน 
เพราะจริง ๆ แล้ว แบบของโบสถ์วัดพระธรรมกาย
คือแบบเดียวกันกับพระอุโบสถของวัดเบญจมบพิตร
แต่ตัดพวกใบระกา หางหงส์ ฯลฯ ออกไป เพื่อที่จะได้ประหยัดค่าใช้จ่าย
และให้ง่ายต่อการซ่อมแซม 
แนวคิดหลัก ๆ ในการก่อสร้างของวัดพระธรรมกาย หลวงพ่อท่านให้ไว้ว่า ...
ประหยัดสุด ประโยชน์สูง 
อาคารอื่น ๆ ก็เช่นเดียวกัน  ถ้าจะให้ลงในรายละเอียด
ก็คงต้องมาชมวัดกันสักรอบอย่างที่ได้กล่าวไว้ในตอนต้น

            ๒. ประเด็นเรื่องขนาด  พวกเราอาจจะไม่ทราบกันว่า จริง ๆ แล้ว
ในพระวินัยปิฎกมีการกำหนดขนาดเขตสีมาเอาไว้นะ
ท่านบอกว่า เขตสีมานั้น อย่างเล็กที่สุดต้องจุพระได้ ๒๑ รูป
คือ มีพื้นที่พอที่จะให้พระสงฆ์นั่งทำสังฆกรรมได้  อย่างใหญ่ที่สุด ไม่เกิน ๓ โยชน์

ไม่อย่างนั้น เวลาทำสังฆกรรมจะไม่ทั่วถึงกัน 
โยชน์หนึ่งคิดเป็นระยะทาง ๑๖ กิโลเมตร ๓ โยชน์ก็ ๔๘ กิโลเมตร
ซึ่งถ้าตีความแบบตรงตัว เขตสีมาก็จะหมายถึงเขตโบสถ์นั่นเอง 
แต่ถ้าเทียบในบริบทปัจจุบันก็น่าจะหมายถึงเขตของวัด 
เพราะฉะนั้น ในเบื้องต้นคงจะพอได้ข้อสรุปแล้วว่า
ขนาดของอาคารต่าง ๆ ของวัดพระธรรมกาย
ไม่ได้ใหญ่เกินกว่าที่พระพุทธเจ้าได้ทรงกำหนดเอาไว้แต่อย่างใด 
ยืนยันกันด้วยพระวินัยอย่างนี้ก่อนนะ


            หลวงพี่อยากจะเล่าเสริมสักนิดหนึ่ง เพื่อเป็นข้อคิดให้กับพวกเรา 
ถ้าพวกเราได้ศึกษาวัดต่าง ๆ ในสมัยพุทธกาลที่ปรากฏในคัมภีร์ จะพบว่า...
วัดในสมัยพุทธกาล ล้วนแล้วแต่มีขนาดค่อนข้างใหญ่ทั้งนั้น

แต่ใหญ่ในระดับที่เหมาะสมกับจำนวนพระภิกษุที่อยู่ กับจำนวนญาติโยมที่มาฟังธรรม 

หลวงพี่จะขอยกตัวอย่างก็แล้วกัน พวกเรามักจะฟังกันมาว่า ...
วัดแห่งแรกในพระพุทธศาสนา คือ วัดเวฬุวัน
หรือสวนป่าไผ่ที่พระเจ้าพิมพิสารถวายแด่พระพุทธเจ้า 
แล้วก่อนหน้านั้น ทราบไหมว่า พระพุทธเจ้าประทับอยู่ที่ไหน
ตอนที่พระเจ้าพิมพิสารได้ฟังธรรมจากพระพุทธเจ้าครั้งแรก
ทรงฟังที่สวนตาลหนุ่มชื่อว่า ลัฏฐิวัน พอจำกันได้ไหม 
ตอนนั้นในลัฏฐิวันมีใครอยู่บ้าง พระพุทธเจ้า ๑
พระอุรุเวลกัสสปะและบริวารอีก ๑
,๐๐๐ องค์
รวมฝ่ายพระก็ ๑
,๐๐๑ องค์ 
ฝ่ายญาติโยมล่ะ พระเจ้าพิมพิสารมาฟังธรรมพร้อมด้วยบริวาร ๑๒ นหุต 
นหุต แปลว่า หมื่น  ๑๒ นหุต ก็แสนสอง 

ถ้าเราบอกว่า วัดเวฬุวัน คือวัดแห่งแรก 
วัดลัฏฐิวันก็คงเป็นได้เพียงวัดชั่วคราวเท่านั้น 
วัดชั่วคราวในพระพุทธศาสนา จุพระได้พันองค์ จุโยมมาฟังเทศน์ได้หลักแสนคนนะ 
ถามว่าใหญ่ไหม ?

หลวงพี่ว่าใหญ่พอเหมาะสมกับจำนวนพระสงฆ์ในขณะนั้น 
แล้วพวกเราคิดว่า วัดเวฬุวันกับลัฏฐิวัน วัดไหนจะใหญ่กว่ากัน 
คิดว่าพระเจ้าพิมพิสารจะถวายที่ให้มีขนาดเล็กลงหรือ 
ถ้าพวกเรายังพอจำพุทธประวัติกันได้
ตอนที่พระพุทธเจ้าเสด็จจากเวฬุวันไปโปรดพระประยูรญาติที่กรุงกบิลพัสดุ์
มีพระสงฆ์ตามเสด็จจำนวน ๒ หมื่นรูปนะ 
แสดงว่า วัดเวฬุวันจุพระได้อย่างน้อย ๒ หมื่นนะ 
นี่ยังไม่ได้พูดถึงวัดอื่น ๆ เลย
เอาแค่วัดแรก ๆ ในขณะเพิ่งเริ่มประกาศพระศาสนา
พระสงฆ์ยังมีไม่มากนัก ญาติโยมยังไม่ค่อยรู้จักพระพุทธศาสนาเท่าไรนัก ยังใหญ่ขนาดนี้ 
แล้ววัดที่สร้างต่อ ๆ มา ซึ่งมีจำนวนพระสงฆ์เพิ่มมากขึ้น
ญาติโยมมาฟังธรรมมากขึ้น อย่างวัดพระเชตวัน จะใหญ่ขนาดไหน

            ที่เล่าตรงนี้ ก็เพราะอยากจะย้ำกับพวกเราอีกครั้งว่า ...
แนวคิดในการสร้างวัดพระธรรมกายนั้น
พระเดชพระคุณหลวงพ่อทั้งสองได้ยึดตามพระวินัย
ตามหลักคิดในการสร้างวัดในสมัยพุทธกาลที่มีปรากฏในพระไตรปิฎกและคัมภีร์ต่าง ๆ 
และก็อยากจะย้ำให้พวกเราตั้งใจศึกษาพระไตรปิฎกด้วยตนเอง
อย่าเพิ่งเชื่อตามที่เขาเล่าต่อ ๆ กันมา ซึ่งอาจจะทำให้ได้ข้อมูลผิด ๆ ไปนะ 


เอาเข้าจริง ๆ วัดพระธรรมกายก็เพียงแค่สร้างให้มีขนาดพอที่จะรองรับจำนวนพระเณร
จำนวนญาติโยมที่มาวัดเท่านั้น 

ศาลาสำหรับฟังธรรมหลังแรก มีขนาดพอจุคนได้ ๕๐๐ คนเท่านั้นนะ
แต่ต่อมามีคนมาวัดเพิ่มขึ้น ก็ต้องขยับขยาย สร้างศาลาขนาดใหญ่ขึ้น จุได้ ๑ หมื่นคน
ก็ปรากฏว่า คนมาล้นศาลาอีก จึงต้องขยายต่อมาจนเป็นอาคารต่าง ๆ ในพื้นที่ ๒ พันไร่
ในปัจจุบัน  ไม่ใช่ว่าคิดจะสร้างให้ใหญ่โตโอฬาร เพื่ออวดความหรูหราแต่อย่างใด 

            ๕. ศาสนพิธี

            ประเด็นเรื่องศาสนพิธีก็คงคล้าย ๆ กับเรื่องศาสนสถาน 
หลาย ๆ คนอาจจะรู้สึกว่า พิธีกรรมของวัดพระธรรมกายแตกต่างไปจากวัดอื่น ๆ 
ตรงนี้ หลวงพี่ก็คงต้องตอบเหมือนกับเรื่องศาสนสถานว่า...
ศาสนพิธี ก็คือ พิธีกรรมในการทำบุญของพุทธศาสนิกชนในแต่ละพื้นที่
ซึ่งย่อมมีความแตกต่างกันไปในแต่ละท้องถิ่น ตามวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม
และค่านิยมของท้องถิ่นนั้น ๆ
ยกตัวอย่างง่าย ๆ เช่น งานบวช
ถามว่า แต่ละภูมิภาคของประเทศไทย ขั้นตอนพิธีกรรมงานบวชเหมือนกันไหม 
หรืออย่างงานทอดกฐินก็เหมือนกัน แต่ละวัดมีพิธีกรรมเหมือนกันไหม 
จริง ๆ แล้ว ๒ งานนี้ ทุกวัดควรจะจัดเหมือนกันทุกขั้นตอนนะ
เพราะเป็นสังฆกรรมที่มีกำหนดไว้ในพระวินัย 
แต่ส่วนใหญ่แล้วเราก็จะเห็นว่า ...
แต่ละวัดก็จะมีขั้นตอนพิธีกรรมปลีกย่อยเพิ่มเติมเข้ามา
และแตกต่างกันไปตามความเชื่อในแต่ละท้องถิ่น 
หลวงพี่ก็คงสรุปเหมือนเดิมว่า ไม่ใช่ว่าพิธีกรรมของวัดพระธรรมกายแตกต่างจากวัดอื่น 
แต่พิธีกรรมของแต่ละวัดแตกต่างกันอยู่แล้วต่างหาก

            สำหรับพิธีกรรมของทางวัดพระธรรมกายที่เป็นที่สงสัย
หรือวิพากษ์วิจารณ์กันค่อนข้างมาก ก็คงจะเป็นพิธีบูชาข้าวพระ
ซึ่งเป็นการบูชาพระพุทธเจ้าด้วยภัตตาหาร  ถามว่า พิธีกรรมในลักษณะนี้
วัดอื่น ๆ หรือที่อื่น ๆ มีจัดไหม  พวกเราเคยได้ยินชื่อพิธีถวายข้าวพระพุทธบ้างไหม 
เวลาที่เขาถวายภัตตาหารพระ เขาก็จะจัดสำรับอาหารไปวางไว้ที่หน้าโต๊ะหมู่บูชา
แล้วกล่าวคำถวายว่า อิมัง สูปะพะยัญชะนะ ฯลฯ เพื่อถวายเป็นพุทธบูชา
ก่อนที่จะถวายภัตตาหารแด่พระสงฆ์ต่อไป 

ดังนั้น พิธีบูชาข้าวพระที่วัดพระธรรมกายจัดเป็นประจำทุกเดือน
ก็ไม่ได้ผิดแผกไปแต่อย่างใด  นอกจากนี้นะ หลวงพี่เองรู้สึกชอบใจ
ที่วัดพระธรรมกายจัดสำรับภัตตาหารบูชาพระพุทธเจ้าอย่างประณีต
ซึ่งหลวงพี่คิดว่า เป็นเครื่องยืนยันถึงความเคารพในพระพุทธเจ้า
ของชาววัดพระธรรมกายได้ดีนะ


            ส่วนพิธีกรรมอื่น ๆ ที่เหลือของทางวัด ก็คงมิได้แตกต่างจากวัดอื่น ๆ
ในแง่หลักศาสนพิธี ไม่ว่าจะเป็นพิธีตักบาตร ถวายสังฆทาน
พิธีเวียนเทียนในวันสำคัญต่าง ๆ แต่อาจจะแตกต่างกันบ้างในรายละเอียดปลีกย่อย
ซึ่งหลวงพี่เข้าใจว่า มีสาเหตุเนื่องด้วยระบบการจัดการสาธุชน
เพราะว่า ในแต่ละพิธีกรรมของทางวัด จะมีผู้มาร่วมงานค่อนข้างมาก
เมื่อเทียบกับวัดอื่น ๆ  ทำให้ต้องปรับรูปแบบระเบียบพิธีให้เหมาะสม
ยกตัวอย่างเช่น พิธีถวายสังฆทาน
หากเป็นวัดอื่น ๆ เวลาจัดที่นั่งรับรองให้กับคณะเจ้าภาพ ก็จะไม่ยุ่งยากอะไร
เพราะมีจำนวนไม่มากและรู้จักหน้าค่าตากันดี 
แต่ถ้าเป็นที่วัดพระธรรมกาย คณะเจ้าภาพมีเป็นจำนวนมาก
รูปแบบการจัดที่นั่งให้กับเจ้าภาพจึงแตกต่างจากวัดอื่น ๆ บ้าง

ยิ่งไปกว่านั้น เนื่องจากเจ้าภาพมีมาก ผู้ที่มาช่วยงานวัด มาช่วยต้อนรับเจ้าภาพ
ก็ยากที่จะรู้จักเจ้าภาพได้ครบทุกท่าน  ทางวัดจึงใช้โบว์สัญลักษณ์
เพื่อช่วยให้ผู้ที่ทำหน้าที่ต้อนรับ สามารถเชิญเจ้าภาพเข้าพื้นที่นั่งได้อย่างถูกต้อง
แม้ว่าจะไม่รู้จักหน้าตากันเลย โดยอาศัยดูจากโบว์สัญลักษณ์ที่เขาติดมานั่นเอง 
บางท่านก็เข้าใจผิด คิดไปว่าเป็นการแบ่งชนชั้นฐานะของคนทำบุญเสียอีก
ซึ่งจริง ๆ แล้วเป็นเรื่องของระบบการจัดการ
เพื่อให้สามารถประกอบพิธีกรรมได้สะดวก  

หรืออย่างพิธีเวียนเทียน 
หากเป็นวัดอื่น ๆ พวกเราก็คงจะเห็นภาพคนที่มาร่วมงานเดินเวียนประทักษิณ-
ร่วมกันทั้งหมด แต่ถ้าเป็นที่วัดพระธรรมกาย ซึ่งมีคนมาร่วมงานนับแสน
จะให้เดินเวียนเทียนร่วมกันทั้งหมด ก็อาจจะเกิดอุบัติเหตุ หรือพลัดหลงกันได้ง่าย
และอาจเกินเวลาไปมาก
ทางวัดจึงจัดให้ผู้ที่มีร่างกายแข็งแรง และสะดวกที่จะเดินทำพิธีจำนวนหนึ่ง
เป็นผู้แทนเดินเวียนประทักษิณ 
ส่วนท่านอื่น ๆ อย่างเช่น เด็กและผู้สูงอายุ ก็จะนั่งจุดโคมประทีปอยู่กับที่
เพื่อเป็นการช่วยลดอุบัติเหตุที่อาจจะเกิดขึ้น และป้องกันการพลัดหลง
ประกอบพิธีกรรมเสร็จในเวลาอันสมควรนั่นเอง 
คิดว่าคงพอจะเห็นภาพ พอจะเข้าใจในประเด็นนี้กันแล้วนะ 

ฐานวีโร ภิกขุ 
-------------------------------


น่าจะพอช่วยให้เราได้เห็นภาพวัดพระธรรมกาย ได้ชัดขึ้นนะคะ


บันทึกเรื่องเล่ามาแบ่งปัน โดย   บัว  อรุโณทัย
24 มกราคม 2560